← สารบัญครูผู้ช่วย 1.0ครูผู้ช่วย 1.0 · ภาค ก.
ภาษาไทย

การสร้างคำ

อ่านประมาณ 10 นาที8 หัวข้อ

  1. 011. คำมูล (Root Words)
  2. 022. คำประสม (Compound Words)
  3. 033. คำซ้อน (Double/Synonymous Words)
  4. 044. คำซ้ำ (Reduplicated Words)
  5. 055. คำสมาส และ คำสนธิ (Pali-Sanskrit Compounds)
  6. 066. ตารางจับผิดคำสร้างใหม่แบบข้อสอบ
  7. 077. จุดหลอกระหว่างคำประสมกับคำซ้อน
  8. 088. แบบฝึกหัดประจำบท: การสร้างคำ

การสร้างคำในภาษาไทย คือการนำคำพื้นฐานมาประกอบกันเพื่อให้เกิดคำใหม่ที่มีความหมายใหม่ หรือมีความหมายกว้างขึ้น ลึกซึ้งขึ้น แบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ คำมูล คำประสม คำซ้อน คำซ้ำ และคำสมาส-สนธิ


1. คำมูล (Root Words)

คำมูล คือ คำพื้นฐานที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่สามารถแยกส่วนประกอบออกเป็นคำที่มีความหมายได้อีก หากแยกออก ความหมายจะเปลี่ยนไปหรือไม่มีความหมายเลย

  • คำมูลพยางค์เดียว: พ่อ, แม่, นก, เดิน, วิ่ง, กิน, หมา
  • คำมูลหลายพยางค์:
    • กระดาษ (แยกเป็น กระ + ดาษ จะไม่มีความหมายที่เกี่ยวข้องกัน)
    • นาฬิกา (แยกเป็น นา + ฬิ + กา จะไม่เหลือความหมายของเครื่องบอกเวลา)
    • มะละกอ, จิ้งหรีด, สะพาน

2. คำประสม (Compound Words)

คำประสม คือ การนำ คำมูลตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป (ที่มีความหมายต่างกัน) มารวมกัน เกิดเป็น "คำใหม่ ที่มีความหมายใหม่" แต่ยังคงมีเค้าความหมายเดิมอยู่บ้าง

ลักษณะสำคัญของคำประสม

  1. เกิดความหมายใหม่: เช่น แม่ (ผู้ให้กำเนิด) + น้ำ (ของเหลว) = แม่น้ำ (ลำน้ำขนาดใหญ่)
  2. คำหลักอยู่หน้า คำขยายอยู่หลัง: เช่น รถไฟ (รถ เป็นคำหลัก, ไฟ เป็นคำขยาย)
  3. มักขึ้นต้นด้วยคำว่า: การ, ความ, ผู้, ของ, เครื่อง, ที่, นัก, หมอ, ช่าง
    • ตัวอย่าง: นักร้อง, ช่างไม้, เครื่องซักผ้า, ของเล่น, ผู้ใหญ่

💡 จุดเน้น / เทคนิคช่วยจำ: วิธีทดสอบว่าเป็นคำประสมหรือไม่ ให้ลองแทรกคำว่า "ที่" หรือ "ซึ่ง" ลงไปตรงกลาง ถ้าแทรกแล้วความหมายเปลี่ยนหรือฟังไม่รู้เรื่อง แสดงว่าเป็นคำประสม

  • รถไฟ -> รถ (ที่) ไฟ (ฟังไม่รู้เรื่อง = เป็นคำประสม)
  • หางเสือ (อุปกรณ์บังคับทิศทางเรือ) -> หาง (ของ) เสือ (ความหมายเปลี่ยนไปเป็นชิ้นส่วนสัตว์ = เป็นคำประสม)

3. คำซ้อน (Double/Synonymous Words)

คำซ้อน คือ การนำคำมูลที่มีความหมาย เหมือนกัน คล้ายกัน หรือตรงข้ามกัน มาซ้อนกัน เพื่อให้ความหมายชัดเจนขึ้น หรือเพื่อให้เกิดความไพเราะทางเสียง

ประเภทของคำซ้อน

  1. ซ้อนเพื่อความหมาย:
    • ความหมายเหมือนกัน: ใหญ่โต, ว่างเปล่า, รวดเร็ว, ทรัพย์สิน
    • ความหมายคล้ายกัน/กลุ่มเดียวกัน: หูตา, เสื้อผ้า, ถ้วยชาม, ข้าวปลา
    • ความหมายตรงข้ามกัน: เท็จจริง, ผิดชอบ, ชั่วดี, สูงต่ำ, หนักเบา
  2. ซ้อนเพื่อเสียง: นำคำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน หรือเสียงสระคล้องจองกันมาซ้อนกัน เพื่อความไพเราะ (บางคำอาจไม่มีความหมายในตัวเอง)
    • ตัวอย่าง: งอแง, โด่งดัง, ท้อแท้, รุ่งริ่ง, โผงผาง, ซุบซิบ
เปรียบเทียบคำประสมคำซ้อน
ความหมายของคำที่นำมารวมต่างกันอย่างสิ้นเชิงเหมือนกัน, คล้ายกัน, หรือตรงข้ามกัน
ผลลัพธ์เกิดคำใหม่ ความหมายใหม่ความหมายเดิม แต่ชัดเจนขึ้น/กว้างขึ้น
ตัวอย่างพัดลม, น้ำปลา, ลูกน้ำบ้านเรือน, จิตใจ, อ้วนผอม

4. คำซ้ำ (Reduplicated Words)

คำซ้ำ คือ การนำคำมูลคำเดียวกันมากล่าวซ้ำ 2 ครั้ง โดยใช้เครื่องหมายไม้ยมก (ๆ) เพื่อเปลี่ยนระดับความหมายของคำนั้น

ความหมายที่เปลี่ยนไปเมื่อเกิดคำซ้ำ

  1. บอกความเป็นพหูพจน์ (มีจำนวนมาก): เด็กๆ เล่นกัน, พี่ๆ ไปทำงาน
  2. เน้นความหมายให้หนักขึ้น: สวยๆ, ดีๆ, ดำๆ (มักออกเสียงพยางค์แรกเป็นเสียงตรี เช่น ซ้วยสวย)
  3. ลดน้ำหนักความหมายให้เบาลง:
    • ตัวอย่าง: เสื้อสีแดงๆ (แดงไม่มาก), เขามาตอนสายๆ (ไม่สายมาก)
  4. บอกความไม่เจาะจง:
    • ตัวอย่าง: นั่งอยู่หลังๆ, ไปแถวๆ นั้น
  5. เปลี่ยนความหมายเป็นอย่างอื่น:
    • ตัวอย่าง: กล้วยๆ (ง่ายมาก), หมูๆ (ง่ายมาก), งูๆ ปลาๆ (รู้ไม่จริง)

5. คำสมาส และ คำสนธิ (Pali-Sanskrit Compounds)

เป็นการสร้างคำโดยนำคำที่มาจากภาษา บาลี-สันสกฤต มารวมกันเท่านั้น (หากมีคำไทยแท้ เขมร หรืออังกฤษปนอยู่ จะไม่ใช่สมาส-สนธิ แต่เป็นคำประสม)

5.1 คำสมาส (ชนกัน)

คือการนำคำบาลี-สันสกฤตมา "ชนกัน" เฉยๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำ

  • หลักการสังเกตคำสมาส:
    1. ต้องแปลความหมายจาก หลังมาหน้า (เช่น ราชการ = งานของพระราชา)
    2. ห้าม มีรูปประวิสรรชนีย์ (ะ) หรือ ไม้ทัณฑฆาต (์) อยู่ตรงกลางคำ
      • ตัวอย่างที่ใช่: ศิลปกรรม, แพทยศาสตร์, ภูมิศาสตร์
      • ตัวอย่างที่ไม่ใช่: แพทย์สภา (มี ์ ตรงกลาง = คำประสม), พระกร (พระ เป็นคำไทย = คำประสม)
    3. มักอ่านออกเสียงสระต่อเนื่องกันตรงรอยต่อ
      • ตัวอย่าง: ประวัติศาสตร์ (ประ-หวัด-ติ-สาด), รสชาติ (รด-สะ-ชาด)

5.2 คำสนธิ (เชื่อมกัน/กลืนเสียง)

คือการนำคำบาลี-สันสกฤตมา "เชื่อมกัน" โดยมีการกลืนเสียงหรือเปลี่ยนรูปอักษรตรงรอยต่อ ทำให้เสียงกลมกลืนเป็นคำเดียวกัน

  • สระสนธิ: ตัดสระคำหน้า ใช้สระคำหลัง (มักลงท้ายด้วย -ากร, -าลัย, -าจารย์, -าธิการ)
    • วิทย + อาลัย = วิทยาลัย
    • ศิลป + อากร = ศิลปากร
    • มหา + อัศจรรย์ = มหัศจรรย์
  • พยัญชนะสนธิ: (พบน้อยในภาษาไทย) เช่น รหสฺ + ฐาน = รโหฐาน
  • นิคหิตสนธิ: นิคหิต ( ํ ) สนธิกับพยัญชนะหรือสระ
    • สํ + คม = สังคม
    • สํ + สาร = สงสาร
    • สํ + อาคม = สมาคม
เปรียบเทียบคำสมาสคำสนธิ
ลักษณะการรวมชน กัน (นำมาวางต่อกัน)เชื่อม กัน (มีการกลืนเสียง/เปลี่ยนรูป)
รอยต่อของคำรูปคำเดิมยังอยู่ครบรูปคำเปลี่ยนไป (สระหายไป หรือเปลี่ยนรูป)
ตัวอย่างสุพรรณ + บุรี = สุพรรณบุรีธน + อาคาร = ธนาคาร
ชล + บุรี = ชลบุรีมหา + อรรณพ = มหรรณพ

6. ตารางจับผิดคำสร้างใหม่แบบข้อสอบ

คำประเภทเหตุผลสั้น ๆ
กระเป๋าคำมูลหลายพยางค์แยกแล้วส่วนย่อยไม่สื่อความหมายเดิม
รถไฟฟ้าคำประสมรถ + ไฟฟ้า เกิดความหมายใหม่
น้ำใจคำประสมน้ำไม่ได้แปลว่าของเหลว แต่รวมแล้วหมายถึงความเอื้อเฟื้อ
บ้านเรือนคำซ้อนเพื่อความหมายบ้านและเรือนความหมายใกล้กัน
ผิดถูกคำซ้อนความหมายตรงข้ามผิด + ถูก ทำให้ความหมายครอบคลุมสองด้าน
งอแงคำซ้อนเพื่อเสียงเสียงคล้องจอง ช่วยให้คำไพเราะ
เด็ก ๆคำซ้ำบอกจำนวนมากหรือไม่เฉพาะเจาะจง
ราชการคำสมาสราช + การ แปลจากหลังมาหน้า
วิทยาลัยคำสนธิวิทย + อาลัย มีการกลืนเสียง
มหรรณพคำสนธิมหา + อรรณพ มีการเปลี่ยนรูปตรงรอยต่อ

เทคนิคแยกเร็ว: คำประสมเกิดความหมายใหม่ / คำซ้อนขยายความหมายเดิม / คำซ้ำเปลี่ยนน้ำหนักความหมาย / สมาสสนธิต้องมาจากบาลี-สันสกฤต


7. จุดหลอกระหว่างคำประสมกับคำซ้อน

หลายคนสับสนเพราะคำทั้งสองแบบเกิดจากคำมูลตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปเหมือนกัน ให้ดู “ความสัมพันธ์ของคำที่นำมารวม”

7.1 ถ้าคำที่นำมารวมความหมายต่างกันมาก -> มักเป็นคำประสม

  • น้ำปลา = น้ำ + ปลา แต่ไม่ได้หมายถึงน้ำกับปลาแยกกัน หมายถึงเครื่องปรุง
  • แม่บ้าน = แม่ + บ้าน หมายถึงผู้ดูแลบ้านหรือคนทำงานบ้าน
  • ลูกน้ำ = ลูก + น้ำ หมายถึงตัวอ่อนของยุง

7.2 ถ้าคำที่นำมารวมความหมายเหมือน คล้าย หรือตรงข้าม -> มักเป็นคำซ้อน

  • ใหญ่โต = ใหญ่ + โต ความหมายคล้ายกัน
  • เสื้อผ้า = สิ่งของกลุ่มเดียวกัน
  • ชั่วดี = ความหมายตรงข้ามกัน

7.3 คำที่ดูเหมือนประสมแต่จริง ๆ เป็นซ้อน

คำทำไมเป็นคำซ้อน
จิตใจจิตและใจความหมายใกล้กัน
ทรัพย์สินทรัพย์และสินเกี่ยวกับของมีค่า
เลือกสรรเลือกและสรรความหมายใกล้กัน
ข้าวปลาอาหารเป็นคำซ้อนกลุ่มความหมายเกี่ยวกับอาหาร

8. แบบฝึกหัดประจำบท: การสร้างคำ

ชุดที่ 1 ระบุประเภทของคำ

  1. มะละกอ เป็นคำชนิดใด
    เฉลย: คำมูลหลายพยางค์ เพราะแยกเป็นส่วนย่อยแล้วไม่คงความหมายเดิม
  2. เครื่องบิน เป็นคำชนิดใด
    เฉลย: คำประสม เพราะ เครื่อง + บิน เกิดความหมายใหม่คือพาหนะที่บินได้
  3. ข้าวปลา เป็นคำชนิดใด
    เฉลย: คำซ้อน เพราะเป็นคำในกลุ่มความหมายเดียวกันเกี่ยวกับอาหาร
  4. ร้อน ๆ มีความหมายอย่างไร
    เฉลย: เป็นคำซ้ำ อาจหมายถึงร้อนพอประมาณหรือเน้นสภาพว่าร้อน ขึ้นกับบริบท
  5. ธนาคาร เป็นสมาสหรือสนธิ
    เฉลย: คำสนธิ เพราะมาจาก ธน + อาคาร แล้วมีการเชื่อมเสียง

ชุดที่ 2 เลือกคำตอบ

  1. ข้อใดเป็นคำประสมทั้งหมด
    ก. บ้านเรือน จิตใจ ผิดถูก
    ข. พัดลม น้ำปลา ลูกเสือ
    ค. งอแง รุ่งริ่ง ซุบซิบ
    ง. ใหญ่โต ชั่วดี สูงต่ำ
    เฉลย: ข. เพราะเกิดคำใหม่จากคำที่ความหมายต่างกัน

  2. ข้อใดเป็นคำซ้อนเพื่อเสียง
    ก. ทรัพย์สิน
    ข. พัดลม
    ค. โผงผาง
    ง. เด็ก ๆ
    เฉลย: ค. เพราะซ้อนคำเพื่อเสียงและลีลาภาษา

  3. ข้อใดไม่ใช่คำสมาส
    ก. ราชการ
    ข. ภูมิศาสตร์
    ค. พระกร
    ง. แพทยศาสตร์
    เฉลย: ค. เพราะ "พระ" เป็นคำไทย ไม่ใช่บาลี-สันสกฤต จึงไม่จัดเป็นสมาส

ชุดที่ 3 วิเคราะห์ประโยค

ประโยค: "นักเรียนอ่านหนังสือภาษาไทยและจดสรุปเรื่องคำซ้อนกับคำประสมอย่างตั้งใจ"

คำประเภทการสร้างคำเหตุผล
นักเรียนคำประสมนัก + เรียน หมายถึงผู้เรียน
หนังสือคำประสม/คำยืมที่ใช้เป็นคำทั่วไปใช้เรียกสิ่งพิมพ์เป็นคำสำเร็จรูป
ภาษาไทยคำประสมภาษา + ไทย เกิดชื่อภาษา
คำซ้อนคำประสมเชิงวิชาการคำ + ซ้อน ใช้เรียกประเภทคำ
ตั้งใจคำประสมตั้ง + ใจ หมายถึงมีความมุ่งมั่น

สรุปก่อนสอบ: ถ้าคำ 2 คำรวมกันแล้ว “ความหมายใหม่ชัด” ให้คิดถึงคำประสมก่อน แต่ถ้า “ความหมายช่วยย้ำหรือขยายกัน” ให้คิดถึงคำซ้อน

Lesson complete

จบบทเรียนนี้แล้ว

การสร้างคำ

ยังไม่มั่นใจหัวข้อไหน ย้อนอ่านได้จากสารบัญ หรือเข้าเรียนในห้องเรียนเพื่อบันทึกความคืบหน้าของคุณ