ข้อสอบแนว "ความเพียงพอของข้อมูล" เป็นข้อสอบที่ไม่ต้องการให้คุณคิดหาตัวเลขคำตอบเป๊ะๆ ออกมา แต่ต้องการทดสอบว่า "ข้อมูลที่มีอยู่ เพียงพอที่จะหาคำตอบได้หรือไม่?" ซึ่งหากคุณจับจุดได้ ข้อสอบแนวนี้จะสามารถประหยัดเวลาทำข้อสอบได้มหาศาล เพราะหลายครั้งไม่ต้องคิดเลขจนจบ แค่รู้ว่า "อ๋อ มันหาค่าได้" ก็สามารถกากบาทเลือกตอบได้เลย
7.1 ตัวเลือกสำหรับการตอบคำถาม
ท่องจำตัวเลือกมาตรฐานทั้ง 5 ข้อนี้ให้ขึ้นใจ เพราะใช้เหมือนกันทุกปีและทุกสนามสอบ:
- ตอบ 1: ใช้ข้อมูล ก. เพียงข้อเดียวก็ตอบคำถามได้ แต่ข้อมูล ข. อย่างเดียวใช้ตอบไม่ได้
- ตอบ 2: ใช้ข้อมูล ข. เพียงข้อเดียวก็ตอบคำถามได้ แต่ข้อมูล ก. อย่างเดียวใช้ตอบไม่ได้
- ตอบ 3: ต้องใช้ข้อมูล ก. และ ข. ร่วมกัน ทั้ง 2 ข้อ จึงจะเพียงพอสำหรับตอบคำถาม
- ตอบ 4: ใช้ข้อมูล ก. (อย่างเดียว) หรือ ข. (อย่างเดียว) เพียงข้อใดข้อหนึ่งก็สามารถตอบคำถามได้ (แยกกันตอบได้)
- ตอบ 5: แม้จะใช้ข้อมูลทั้ง ก. และ ข. ร่วมกัน ก็ยัง ไม่เพียงพอ ที่จะตอบคำถามได้
7.2 เทคนิคในการทำข้อสอบ
- พิจารณาข้อมูล ก. ก่อนเสมอ: ปิดข้อมูล ข. ทิ้งไปเลย แล้วดูว่าแค่ข้อมูล ก. สามารถตอบ "คำถามของโจทย์" ได้หรือไม่
- พิจารณาข้อมูล ข. เดี่ยวๆ: ลืมข้อมูล ก. ไปก่อน แล้วดูว่าข้อมูล ข. อันเดียวสามารถไขคำตอบได้ไหม
- จับคู่ร่วมกัน: ถ้าข้อ 1 และ 2 เกิดเหตุการณ์ที่ "เดี่ยวๆ ก็ตอบไม่ได้ทั้งคู่" ค่อยนำโจทย์ ก. และ ข. มายำรวมกัน ว่ามันจะสามารถไขคำตอบได้ไหม
- ระวังคำถามประเภท "ใช่หรือไม่": หากโจทย์ถามว่า " ใช่หรือไม่?" แล้วข้อมูลที่ได้สรุปโช๊ะๆ เลยว่า "ไม่ใช่! น้อยกว่า" แบบนี้ก็ถือว่าข้อมูลนั้น "เพียงพอ" ที่จะตอบคำถามแล้ว (เพราะตอบได้แน่ชัดว่า ไม่ใช่) ไม่ได้แปลว่าต้องตอบว่า "ใช่" ถึงจะถือว่าข้อมูลเพียงพอ
ตัวอย่างโจทย์ (ระดับง่าย - กลาง - ยาก)
ตัวอย่างที่ 1: ระดับง่าย
โจทย์: ร้านตัดผมแห่งหนึ่งมีช่างตัดผมกี่คน?
ข้อมูล ก: ในวันเสาร์ ร้านตัดผมนี้ให้บริการลูกค้าทั้งหมด 45 คน ข้อมูล ข: ช่างตัดผมแต่ละคนให้บริการลูกค้าเฉลี่ย 15 คน ในวันเสาร์
วิธีวิเคราะห์:
- ดูแค่ ก: รู้แค่ว่ามีลูกค้า 45 คน ไม่รู้ว่าช่างกี่คน ตอบไม่ได้
- ดูแค่ ข: รู้แค่ว่า 1 คนตัด 15 หัว แต่ไม่รู้ว่าลูกค้าทั้งหมดมีกี่หัว ตอบไม่ได้
- รวม ก + ข: เอาลูกค้า 45 คน หารด้วยศักยภาพช่าง 15 คน/หัว = จะได้จำนวนช่าง 3 คน หาคำตอบได้และต้องใช้ทั้งสองข้อ!
ข้อสรุป: ต้องใช้ข้อมูล ก. และ ข. ทั้ง 2 ข้อ จึงจะเพียงพอสำหรับตอบคำถาม ตอบ ช้อยส์ 3
ตัวอย่างที่ 2: ระดับกลาง (เรื่องจำนวนคี่/คู่ หรือ สมการ)
โจทย์: เป็นจำนวนคี่หรือไม่? (เมื่อกำหนดให้ เป็นจำนวนเต็มบวก โดย )
ข้อมูล ก: ข้อมูล ข: หารด้วย 3 ลงตัว
วิธีวิเคราะห์: จำนวนเต็มระหว่าง ได้แก่ คำถามคือ " เป็นจำนวนคี่หรือไม่?" ถ้าระบุตัวเลขเป๊ะๆ ได้ หรือระบุได้ว่าเลขที่มีสิทธิเป็นคี่ทั้งหมด ก็จะตอบได้
พิจารณา ก อย่างเดียว: ตัวเลขที่เข้าข่ายคือ ซึ่งมีทั้งคู่และคี่ปะปนกัน (ตอบแบบเด็ดขาดไม่ได้ว่าเป็นคี่ไหม) แค่ ก. ไม่พอ
พิจารณา ข อย่างเดียว (ไม่เอา ก มาคิด): อยู่ระหว่าง 25 ถึง 35 และหารด้วย 3 ลงตัว ได้แก่ สังเกตว่า เป็นคี่ แต่ เป็นคู่ แค่ ข. ก็ยังให้คำตอบเด็ดขาดไม่ได้
พิจารณา ก + ข ร่วมกัน: ต้องหาเลขที่อยู่ในเงื่อนไข ก () และต้องผ่านเงื่อนไข ข (หาร 3 ลงตัว) เลขที่ผ่านทั้งสองเงื่อนไขเหลือเพียงตัวเดียว คือ 27 กับ 30 อ้าว! ก็ยังตอบไม่ได้อยู่ดีว่าเป็นคี่หรือไม่ (เพราะอาจจะเป็น 30 ก็ได้ 27 ก็ได้)
ข้อสรุป: ใช้ข้อมูลทั้ง ก. และ ข. ก็ยังไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามได้ ตอบ ช้อยส์ 5
ตัวอย่างที่ 3: ระดับยาก (สมการอัตราส่วน/ร้อยละ)
โจทย์: สวนผลไม้แห่งหนึ่งมีต้นเงาะ มังคุด และทุเรียน รวมกันกี่ต้น?
ข้อมูล ก: มีต้นมังคุดเป็น 2 เท่าของต้นเงาะ และต้นทุเรียนมี 30% ของจำนวนต้นไม้ทั้งหมด ข้อมูล ข: มีต้นมังคุด 140 ต้น
วิธีวิเคราะห์:
- พิจารณา ก อย่างเดียว: เราทราบแค่สัดส่วน (มังคุดเป็นแฝดเงาะ ทุเรียนมี 30%) ไม่มีข้อมูลแสดงเป็นจำนวน "ต้น" จริงๆ เลยสักนิดเดียว แก้สมการหาจำนวนจริงไม่ได้ ไม่เพียงพอ
- พิจารณา ข อย่างเดียว: ทราบแค่ว่ามีมังคุด 140 ต้น แต่ไม่รู้ว่าเงาะกับทุเรียนเกี่ยวข้องกันยังไง หาทั้งหมดไม่ได้ ไม่เพียงพอ
- พิจารณานำ ก + ข มารวมกัน:
- รู้ว่ามังคุด = 140 ต้น
- ก. บอกว่ามังคุดเป็น 2 เท่าของเงาะ หรืองก็คือเงาะต้องมี ต้น
- ตอนนี้ได้ มังคุด(140) + เงาะ(70) = 210 ต้น
- ก. บอกว่าทุเรียนคิดเป็น 30% แปลว่า มังคุด+เงาะ ต้องเท่ากับ 70%
- เทียบบัญญัติไตรยางศ์: 70% คือ 210 ต้น หาร้อยเปอร์เซ็นต์ (ทั้งหมด) = ต้น
- สามารถหาจำนวนทั้งหมดออกมาเป็นตัวเลขได้สำเร็จแล้ว!
ข้อสรุป: ต้องใช้ข้อมูล ก. และ ข. ด้วยกันจึงสามารถตอบคำถามได้ ตอบ ช้อยส์ 3