มาตรา 5 และมาตรา 6 คือจุดตัดเกมของทั้งบท
ถ้าตอบได้ว่าการกระทำเป็น การปฏิบัติหน้าที่ หรือ มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ คุณจะรู้ทันทีว่าผู้เสียหายควรไปที่หน่วยงานรัฐหรือไปที่เจ้าหน้าที่
สรุป 30 วินาที
มาตรา 5: ถ้าละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานรัฐโดยตรง ห้ามฟ้องเจ้าหน้าที่ ส่วน มาตรา 6: ถ้าไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง ห้ามฟ้องหน่วยงานรัฐ
ตารางใหญ่ที่ต้องจำให้ขึ้นใจ
| กรณี | ใครต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย | ผู้เสียหายฟ้องใคร | คำจำ |
|---|---|---|---|
| ละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ | หน่วยงานของรัฐ | ฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง | ห้ามฟ้องเจ้าหน้าที่ |
| ละเมิดมิใช่การปฏิบัติหน้าที่ | เจ้าหน้าที่เป็นการเฉพาะตัว | ฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง | ห้ามฟ้องหน่วยงานของรัฐ |
มาตรา 5: ถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่
หลักหลัก
หน่วยงานรัฐรับผิด
ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง
ข้อห้าม
ฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้
นี่คือประโยคทองของมาตรา 5 และเป็นจุดหลอกข้อสอบอันดับต้น ๆ
กรณีพิเศษ
ไม่มีสังกัด -> กระทรวงการคลัง
ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิด
จุดสำคัญที่ชอบสับสน
ความร้ายแรงไม่เปลี่ยนว่าใครถูกฟ้องในมาตรา 5
ถ้าการละเมิดเกิดขึ้น ในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายก็ยังต้องไปที่ หน่วยงานของรัฐ ก่อนอยู่ดี แม้ต่อมาจะพบว่าเจ้าหน้าที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงก็ตาม ความร้ายแรงจะไปมีผลในเรื่อง หน่วยงานจะไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่ มากกว่า
มาตรา 6: ถ้าไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่
หลักคิดของมาตรา 6 ตรงไปตรงมา
- ถ้าการกระทำละเมิด มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเองเป็นการเฉพาะตัว
- ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง
- ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
ตารางเปรียบเทียบให้เห็นชัด
| ประเด็น | มาตรา 5 ในหน้าที่ | มาตรา 6 นอกหน้าที่ |
|---|---|---|
| ผู้รับผิดโดยตรง | หน่วยงานของรัฐ | เจ้าหน้าที่ |
| ผู้เสียหายฟ้องใคร | ฟ้องหน่วยงานของรัฐ | ฟ้องเจ้าหน้าที่ |
| ฟ้องอีกฝ่ายได้หรือไม่ | ฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ | ฟ้องหน่วยงานรัฐไม่ได้ |
| คำจำ | ทำตามหน้าที่ -> ไปที่ต้นสังกัด | ทำเรื่องส่วนตัว -> ไปที่ตัวเจ้าหน้าที่ |
จะรู้ได้อย่างไรว่าอยู่ “ในหน้าที่” หรือ “นอกหน้าที่”
Core Memory
นอกเวลาราชการ ไม่ได้แปลว่า นอกหน้าที่ เสมอไป
จุดชี้ขาดจริง ๆ คือ งานนั้นทำเพื่อราชการหรือเพื่อส่วนตัว และ ขณะเกิดเหตุยังอยู่ในภารกิจตามหน้าที่ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่ง หรือไม่
1
ดูเป้าหมายของงาน
ถ้าทำเพื่อภารกิจของหน่วยงานหรือเพื่อประโยชน์ราชการ มีน้ำหนักไปทาง ในหน้าที่
2
ดูฐานอำนาจ
ถ้าผูกกับ หน้าที่ กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งผู้บังคับบัญชา ยิ่งชัดว่าอยู่ในกรอบหน้าที่
3
ดูขณะเกิดเหตุ
ต้องถามว่า ณ เวลาที่เกิดเหตุยังทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายอยู่หรือเริ่ม เบี่ยงไปทำธุระส่วนตัว แล้ว
4
ดูการหลุดจากภารกิจ
ถ้าออกนอกเส้นทาง แวะทำเรื่องส่วนตัว หรือใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อเรื่องส่วนตน ช่วงนั้นอาจเปลี่ยนเป็น นอกหน้าที่
Infographic: แยกในหน้าที่ใน 20 วินาที
ตารางเคสหลอกตา ที่ชอบทำให้ตอบผิด
| สถานการณ์ | แนววิเคราะห์ | ผลเบื้องต้น | ใครถูกฟ้องก่อน |
|---|---|---|---|
| หลังเลิกงาน ผอ. สั่งให้ขับรถหลวงไปซื้อของให้โรงเรียน แล้วชนรถชาวบ้าน ระหว่างที่ยังมุ่งไปทำภารกิจนั้น | แม้อยู่นอกเวลาราชการ แต่ยังทำภารกิจเพื่อหน่วยงานตามคำสั่งและยังไม่หลุดจากงาน | มีน้ำหนักว่า “ในหน้าที่” | หน่วยงานของรัฐ |
| เคสเดียวกัน แต่ระหว่างทางแวะออกนอกเส้นทางไปซื้อของส่วนตัวหรือไปทำธุระส่วนตนก่อนเกิดชน | ช่วงที่เบี่ยงไปเรื่องส่วนตัวอาจถูกมองว่าออกนอกกรอบภารกิจที่ได้รับมอบหมาย | มีน้ำหนักว่า “นอกหน้าที่” ในช่วงนั้น | เจ้าหน้าที่ |
| เจ้าหน้าที่นำรถหลวงไปทำธุระส่วนตัวตั้งแต่ต้น โดยไม่เกี่ยวกับงานราชการ | วัตถุประสงค์เป็นเรื่องส่วนตัวและไม่ผูกกับหน้าที่หรือคำสั่งราชการ | ชัดว่า “นอกหน้าที่” | เจ้าหน้าที่ |
ตัวอย่างภาพจำ
ตัวอย่างเข้ามาตรา 5
ครูหรือเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงานตามหน้าที่ ตามกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่ง แล้วเกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอก ผู้เสียหายต้องไปที่หน่วยงานของรัฐก่อน แม้เหตุจะเกิดนอกเวลาราชการ หากยังทำภารกิจของหน่วยงานอยู่
ตัวอย่างเข้ามาตรา 6
เจ้าหน้าที่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรืออำนาจของตนเพื่อธุระส่วนตัวนอกเหนือจากหน้าที่ หรือหลุดจากภารกิจที่ได้รับมอบหมายไปแล้ว จนเกิดความเสียหาย กรณีนี้ผู้เสียหายต้องฟ้องเจ้าหน้าที่เป็นการเฉพาะตัว
คำจำของบทนี้: ในหน้าที่ = ฟ้องหน่วยงานรัฐ, นอกหน้าที่ = ฟ้องเจ้าหน้าที่