อ่านบทนี้ต้องแยก “ฉบับเดิม” กับ “โครงสร้างปัจจุบัน” เพราะมีการแก้ไขตามการปรับกระทรวงและเขตพื้นที่
แกนสำคัญคือกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการในกระทรวงศึกษาธิการให้ชัดเจน ลดงานซ้ำซ้อน และทำให้การบริหารการศึกษามีเอกภาพตั้งแต่ระดับนโยบายลงถึงสถานศึกษา
เส้นเวลาแก้ไข
| ฉบับ | ใช้บังคับ | เหตุผลและผลที่ต้องจำ |
|---|---|---|
| พ.ศ. 2546 | 7 กรกฎาคม 2546 | กำหนดโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการในกระทรวงศึกษาธิการ จัดระบบบริหารราชการให้มีเอกภาพ และรองรับกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ |
| ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2553 | 23 กรกฎาคม 2553 | แยกเขตพื้นที่การศึกษาออกเป็นเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เพื่อให้บริหารคล่องตัวขึ้น |
| ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562 | 2 พฤษภาคม 2562 | ปรับโครงสร้างและตำแหน่งให้สอดคล้องกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม |
| บริบทปัจจุบัน | หลังปี 2566 | มีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ จึงควรจำภาพส่วนกลางแบบ 6 ส่วนราชการ 5 กรม 3 องค์กรหลัก |
มาตรา 6: โครงจัดระเบียบราชการ
ลำดับที่ 1
ส่วนกลาง
เป็นฐานนโยบาย บริหารราชการประจำ กำหนดมาตรฐาน แผน หลักสูตร และสนับสนุนหน่วยงานในสังกัด
ลำดับที่ 2
เขตพื้นที่การศึกษา
เป็นโครงสร้างบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ แยกเป็น สพป. และ สพม.
ลำดับที่ 3
สถานศึกษาระดับปริญญา
เฉพาะสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาและเป็นนิติบุคคล โดยไม่รวมกรณีที่มีกระทรวงอื่นมีกฎหมายเฉพาะ
หลักการของกฎหมายนี้
ทำอำนาจหน้าที่ให้ชัด
กำหนดว่าแต่ละส่วนราชการทำอะไร ใครรับผิดชอบอะไร เพื่อลดการซ้อนทับระหว่างหน่วยงาน
กระจายอำนาจสู่พื้นที่
วางระบบมอบอำนาจและกระจายอำนาจไปยังเขตพื้นที่และสถานศึกษา เพื่อให้การจัดการศึกษาคล่องตัวขึ้น
จำให้แม่น: ฉบับ 2553 = แยก สพป./สพม. และ ฉบับ 2562 = ปรับหลังตั้งกระทรวง อว.