บทนี้เป็นส่วนที่ใช้ได้จริงมากในห้องเรียน เพราะเกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมของผู้เรียน และการเข้าใจโครงสร้างบุคลิกภาพของมนุษย์
ครูมักสับสนระหว่างการเสริมแรงกับการลงโทษ บวกกับลบ บทนี้จึงต้องจับให้ชัดว่า “เพิ่มพฤติกรรม” หรือ “ลดพฤติกรรม” และเกิดจาก “ให้สิ่งใดเข้าไป” หรือ “เอาสิ่งใดออก”
Skinner: Operant Conditioning
สกินเนอร์แยกพฤติกรรมออกเป็น 2 ลักษณะ
- พฤติกรรมตอบสนองอัตโนมัติ เช่น กระพริบตา น้ำลายไหล อารมณ์บางอย่าง
- พฤติกรรมที่ผู้กระทำเป็นผู้กำหนดหรือเลือกแสดงออก เช่น กิน นอน พูด เดิน ทำงาน ขับรถ
การทดลองเด่นของ Skinner คือ Skinner Box หรือกล่องทดลองการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ
สกินเนอร์มักทดลองกับหนูหรือนกพิราบในกล่องที่ควบคุมสิ่งเร้าได้ ภายในมีก้านกดหรือแป้นจิก เมื่อสัตว์ทำพฤติกรรมที่ต้องการ เช่น กดคันโยก กล่องจะให้ผลตามมา เช่น เม็ดอาหาร เสียงไฟ หรือบางครั้งหยุดสิ่งรบกวน
หัวใจสำคัญคือ ผลที่ตามมาหลังพฤติกรรม ถ้าผลนั้นทำให้พฤติกรรมเกิดซ้ำมากขึ้น เรียกว่า reinforcement แต่ถ้าทำให้พฤติกรรมลดลง เรียกว่า punishment
ต่างจาก Pavlov/Watson ที่เน้นสิ่งเร้าก่อนพฤติกรรม Skinner เน้นว่า พฤติกรรมถูกควบคุมด้วยผลลัพธ์หลังการกระทำ
Shaping
การเสริมแรงทีละขั้นเมื่อพฤติกรรมเข้าใกล้เป้าหมาย เช่น ครูชมตั้งแต่เด็กเริ่มเปิดสมุด จนค่อย ๆ ทำงานครบ
Schedule
ตารางการเสริมแรง เช่น ให้ทุกครั้ง ให้เป็นช่วงเวลา หรือให้เป็นครั้งคราว พฤติกรรมจะคงทนต่างกัน
Extinction
ถ้าพฤติกรรมไม่ได้รับผลที่เคยได้รับอีก พฤติกรรมนั้นอาจค่อย ๆ ลดลง เช่น เลิกสนใจพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจที่ไม่เหมาะสม
ตารางสรุป 4 แบบที่ต้องแยกให้ออก
| แนวคิด | ทำอะไรกับสิ่งเร้า | ผลต่อพฤติกรรม |
|---|---|---|
| การเสริมแรงทางบวก | เพิ่มสิ่งที่ชอบเข้าไป | พฤติกรรมดีเกิดบ่อยขึ้น |
| การเสริมแรงทางลบ | เอาสิ่งที่ไม่ชอบออกไป | พฤติกรรมดีเกิดบ่อยขึ้น |
| การลงโทษทางบวก | เพิ่มสิ่งที่ไม่ชอบเข้าไป | พฤติกรรมไม่ดีลดลง |
| การลงโทษทางลบ | เอาสิ่งที่ชอบออกไป | พฤติกรรมไม่ดีลดลง |
ตัวอย่างจากชีวิตจริง
การเสริมแรงทางบวก
- นักเรียนส่งการบ้านตรงเวลา ครูชมเชย
- ครูให้รางวัลผู้ตอบคำถามถูกเป็นคนแรก
- ผู้เรียนได้รับคำชม จึงทำการบ้านตรงเวลาสม่ำเสมอ
การเสริมแรงทางลบ
- นักเรียนมาเรียนตรงเวลา ครูจึงเลิกบ่น
- ลูกทำการบ้านตรงเวลา แม่จึงไม่ด่าอีก
- ทำงานบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการฟังแม่บ่น
การลงโทษทางบวก
- นักเรียนพูดคำหยาบ ครูสั่งคัดคำ 100 คำ
- เด็กโกหก จึงถูกเพิ่มงานบ้าน
- ไม่ส่งการบ้าน จึงถูกสั่งคัดไทยเพิ่ม
การลงโทษทางลบ
- กลับบ้านช้า จึงถูกยึดมือถือ
- ร้องอาละวาด จึงถูกตัดความสนใจ
- เล่นโทรศัพท์ในคาบ จึงถูกยึดจนหมดชั่วโมง
Freud: จิตไร้สำนึกและโครงสร้างบุคลิกภาพ
ฟรอยด์เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์จำนวนมากถูกกำหนดโดยจิตไร้สำนึก
เขาอธิบายว่าจิตใจมีทั้งจิตสำนึก จิตก่อนสำนึก และจิตไร้สำนึก โดยส่วนที่อยู่ใต้น้ำและมีอิทธิพลมากคือจิตไร้สำนึก ซึ่งสะท้อนออกมาได้ผ่านความฝันหรือการพลั้งปาก
จำภาพภูเขาน้ำแข็งของ Freud
แนวคิดนี้ใช้จำว่า “สิ่งที่เรารู้ตัว” เป็นเพียงส่วนน้อยของจิตใจ ส่วนแรงขับ ความกลัว ความต้องการ และความทรงจำที่ถูกกดไว้จำนวนมากอยู่ใต้น้ำและอาจส่งผลต่อพฤติกรรม
จิต 3 ระดับของ Freud
| ระดับจิต | ความหมาย | ตัวอย่างจำง่าย | จุดออกสอบ |
|---|---|---|---|
| จิตสำนึก Conscious |
สิ่งที่บุคคลรู้ตัวในขณะนั้น รับรู้ คิด ตัดสินใจ และควบคุมได้ในระดับหนึ่ง | กำลังฟังครู กำลังอ่านหนังสือ กำลังตอบคำถาม | อยู่ “เหนือผิวน้ำ” เห็นชัดที่สุด แต่มีขนาดเล็กที่สุด |
| จิตก่อนสำนึก Preconscious |
ข้อมูลที่ไม่ได้อยู่ในความคิดทันที แต่สามารถดึงขึ้นมารู้ตัวได้เมื่อถูกถามหรือถูกกระตุ้น | ชื่อโรงเรียนเก่า เบอร์โทรศัพท์ ความทรงจำวัยเด็กบางเรื่อง | เป็นสะพานระหว่าง conscious กับ unconscious |
| จิตไร้สำนึก Unconscious |
แรงขับ ความกลัว ความขัดแย้ง ความทรงจำเจ็บปวด หรือความต้องการที่ถูกกดไว้โดยไม่รู้ตัว | ฝันซ้ำ พลั้งปาก กลัวบางสิ่งโดยไม่รู้เหตุผล ปฏิกิริยาทางอารมณ์รุนแรง | ส่วนใหญ่ที่สุดของภูเขาน้ำแข็ง และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมาก |
Id
ตนเบื้องต้น อยู่ในจิตไร้สำนึก มุ่งหาความพึงพอใจทันที ไม่คำนึงถึงเหตุผลหรือความเหมาะสม
Ego
ตนปัจจุบัน ใช้หลักเหตุผลและความเป็นจริง เป็นส่วนของความคิดและสติปัญญา
Superego
ตนในคุณธรรม ควบคุมความถูกผิด มโนธรรม จริยธรรม และการยับยั้งชั่งใจ
จำโครงสร้างบุคลิกภาพ: Id อยากได้, Ego คุมจริง, Superego คุมถูกผิด
Id = Pleasure Principle
ยึดความพึงพอใจทันที เช่น อยากได้ อยากกิน อยากเอาชนะ ไม่สนกฎเกณฑ์
Ego = Reality Principle
ประนีประนอมระหว่าง Id กับโลกจริง คิดเหตุผล เลือกวิธีที่เหมาะสม
Superego = Morality Principle
มโนธรรม คุณธรรม ความถูกผิด อุดมคติ และความรู้สึกผิดเมื่อทำไม่เหมาะสม
กลไกป้องกันตนเอง (Defense Mechanisms) ที่ควรรู้
เมื่อ Ego ต้องรับแรงกดดันจาก Id, Superego และความจริงภายนอก มนุษย์อาจใช้กลไกป้องกันตนเองโดยไม่รู้ตัว เพื่อลดความวิตกกังวลหรือปกป้องความรู้สึกของตนเอง
| กลไก | ความหมาย | ตัวอย่างในโรงเรียน |
|---|---|---|
| Repression การเก็บกด | ผลักความทรงจำหรือความรู้สึกที่เจ็บปวดลงสู่จิตไร้สำนึก | นักเรียนจำเหตุการณ์ที่ตนถูกล้อรุนแรงไม่ได้ แต่กลัวการนำเสนอหน้าห้องมาก |
| Denial การปฏิเสธความจริง | ไม่ยอมรับความจริงที่ทำให้ตนเจ็บปวด | สอบตกหลายครั้งแต่ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร |
| Projection การโยนความรู้สึกให้ผู้อื่น | นำความคิดหรือความรู้สึกของตนไปกล่าวว่าเป็นของคนอื่น | ตนเองไม่ชอบเพื่อน แต่พูดว่าเพื่อนไม่ชอบตนก่อน |
| Rationalization การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง | สร้างเหตุผลที่ฟังดูดีเพื่อปกปิดเหตุผลจริง | ไม่อ่านหนังสือแล้วบอกว่าสอบยากเกินไป ใครก็ทำไม่ได้ |
| Displacement การย้ายที่ระบายอารมณ์ | ระบายอารมณ์กับเป้าหมายที่ปลอดภัยกว่า | ถูกตำหนิจากครู แล้วไปหงุดหงิดใส่เพื่อนแทน |
| Sublimation การแปรแรงขับเป็นสิ่งสร้างสรรค์ | เปลี่ยนแรงกดดันหรือแรงขับให้เป็นกิจกรรมที่สังคมยอมรับ | เด็กมีพลังมาก ครูชวนไปเล่นกีฬา ทำกิจกรรม หรือเป็นผู้นำกลุ่ม |
โยงสู่การเป็นครู: อย่ารีบตัดสินเด็กจากพฤติกรรมที่เห็นทันที
ถ้าใช้มุมมอง Freud ในห้องเรียน ครูจะเข้าใจว่าพฤติกรรมบางอย่างอาจมีแรงกดดันหรือความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ เช่น ความกลัว ความอาย ความไม่มั่นใจ หรือประสบการณ์เดิม ครูจึงควรสังเกต พูดคุยอย่างปลอดภัย ใช้ข้อมูลรอบด้าน และส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น
พัฒนาการทางบุคลิกภาพของฟรอยด์ 5 ขั้น
หลักจำ: ถ้าขั้นใดพัฒนาไม่ราบรื่น อาจเกิดการติดตรึง (fixation) และสะท้อนเป็นบุคลิกภาพภายหลัง
ในทฤษฎีฟรอยด์ เด็กแต่ละช่วงวัยมีจุดพึงพอใจและงานพัฒนาการต่างกัน หากถูกขัดขวาง เข้มงวดเกินไป ปล่อยปละเกินไป หรือได้รับการตอบสนองไม่สมดุล เด็กอาจติดตรึงอยู่กับความขัดแย้งของขั้นนั้น ข้อสอบมักถามว่า “สะดุดที่ขั้นใด แล้วโตมาเป็นลักษณะใด”
| ขั้นพัฒนาการ | งานพัฒนาการ / จุดพึงพอใจ | ถ้าถูกขัดหรือพัฒนาไม่ราบรื่น | บุคลิกภาพที่ฟรอยด์มักอธิบาย |
|---|---|---|---|
| ขั้นปาก Oral Stage 0-18 เดือน |
ความพึงพอใจอยู่ที่ปาก เช่น ดูดนม ดูดนิ้ว กัด เคี้ยว ได้รับอาหารและความอบอุ่นจากผู้เลี้ยงดู | ถูกหย่านมเร็วเกินไป ถูกละเลย หรือได้รับการตอบสนองมากเกินไปจนพึ่งพาความสบายจากปาก | พึ่งพาผู้อื่นมาก ต้องการการดูแล กินจุบจิบ สูบบุหรี่ กัดเล็บ พูดเสียดสี หรือใช้คำพูดรุนแรง |
| ขั้นทวารหนัก Anal Stage 18 เดือน - 3 ปี |
ความพึงพอใจเกี่ยวกับการขับถ่าย การฝึกควบคุมร่างกาย ระเบียบ และการทำตามกฎ | การฝึกขับถ่ายเข้มงวด ลงโทษ อับอาย หรือปล่อยปละจนเด็กไม่เกิดการควบคุมตนเอง | เข้มงวดเกินไป: เจ้าระเบียบ ย้ำคิดย้ำทำ ดื้อ หวงของ ควบคุมมาก ปล่อยปละเกินไป: ไม่เป็นระเบียบ ต่อต้านกฎ ใจร้อน ควบคุมตนเองยาก |
| ขั้นอวัยวะเพศ Phallic Stage 3-5 ปี |
เด็กเริ่มสนใจความแตกต่างทางเพศ เอกลักษณ์ทางเพศ และความสัมพันธ์กับพ่อแม่ มีแนวคิด Oedipus/Electra complex | ความขัดแย้งกับพ่อแม่เพศเดียวกันหรือความรู้สึกผิดเกี่ยวกับเพศไม่ได้คลี่คลาย เด็กระบุตัวตนกับแบบอย่างไม่มั่นคง | ขาดความมั่นใจเรื่องบทบาททางเพศ แสวงหาการยอมรับมากเกินไป ชอบโอ้อวด เจ้าชู้ แข่งขันสูง หรือรู้สึกผิด/กังวลกับเรื่องเพศ |
| ขั้นแฝง Latency Stage 6-12 ปี |
แรงขับทางเพศสงบลง เด็กใช้พลังไปกับการเรียน เพื่อน กิจกรรม กฎระเบียบ และทักษะทางสังคม | ขาดโอกาสสร้างมิตรภาพ ขาดความสำเร็จในงานเรียนหรือกิจกรรม ถูกกีดกันจากกลุ่มเพื่อน | เข้าสังคมยาก ไม่มั่นใจในความสามารถ ขาดวินัย หลีกเลี่ยงการแข่งขัน หรือรู้สึกด้อยเมื่ออยู่กับเพื่อน |
| ขั้นสนใจเพศตรงข้าม Genital Stage 12 ปีขึ้นไป |
พัฒนาเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ เรียนรู้ความรัก ความสัมพันธ์ ความรับผิดชอบ และการใช้พลังทางเพศอย่างเหมาะสม | ขั้นก่อนหน้ายังติดตรึงมาก หรือไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลกับผู้อื่นได้ | มีปัญหาความสัมพันธ์ ใกล้ชิดผู้อื่นยาก รับผิดชอบต่อความรักไม่มั่นคง หรือเอาตนเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไป |
หมายเหตุสำหรับครู
ตารางนี้เป็นการจำตามทฤษฎีฟรอยด์เพื่อทำข้อสอบและเข้าใจแนวคิดประวัติศาสตร์ทางจิตวิทยา ไม่ควรใช้วินิจฉัยหรือตีตราเด็กจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว หากพบปัญหาจริงควรใช้ข้อมูลรอบด้านและส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น
จำง่ายมาก: Skinner = ปรับพฤติกรรม และ Freud = อธิบายพฤติกรรมจากจิตและบุคลิกภาพ