← สารบัญครูผู้ช่วย 1.0ครูผู้ช่วย 1.0 · ภาค ข.
วิชาการศึกษา · จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการศึกษา และการให้คำปรึกษา

Skinner การเสริมแรง การลงโทษ และ Freud เรื่องบุคลิกภาพ

อ่านประมาณ 11 นาที7 หัวข้อ

  1. 01Skinner: Operant Conditioning
  2. 02ตารางสรุป 4 แบบที่ต้องแยกให้ออก
  3. 03ตัวอย่างจากชีวิตจริง
  4. 04Freud: จิตไร้สำนึกและโครงสร้างบุคลิกภาพ
  5. 05จิต 3 ระดับของ Freud
  6. 06กลไกป้องกันตนเอง (Defense Mechanisms) ที่ควรรู้
  7. 07พัฒนาการทางบุคลิกภาพของฟรอยด์ 5 ขั้น
บทนี้เป็นส่วนที่ใช้ได้จริงมากในห้องเรียน เพราะเกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมของผู้เรียน และการเข้าใจโครงสร้างบุคลิกภาพของมนุษย์
ครูมักสับสนระหว่างการเสริมแรงกับการลงโทษ บวกกับลบ บทนี้จึงต้องจับให้ชัดว่า “เพิ่มพฤติกรรม” หรือ “ลดพฤติกรรม” และเกิดจาก “ให้สิ่งใดเข้าไป” หรือ “เอาสิ่งใดออก”

Skinner: Operant Conditioning

สกินเนอร์แยกพฤติกรรมออกเป็น 2 ลักษณะ
  • พฤติกรรมตอบสนองอัตโนมัติ เช่น กระพริบตา น้ำลายไหล อารมณ์บางอย่าง
  • พฤติกรรมที่ผู้กระทำเป็นผู้กำหนดหรือเลือกแสดงออก เช่น กิน นอน พูด เดิน ทำงาน ขับรถ
การทดลองเด่นของ Skinner คือ Skinner Box หรือกล่องทดลองการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ

สกินเนอร์มักทดลองกับหนูหรือนกพิราบในกล่องที่ควบคุมสิ่งเร้าได้ ภายในมีก้านกดหรือแป้นจิก เมื่อสัตว์ทำพฤติกรรมที่ต้องการ เช่น กดคันโยก กล่องจะให้ผลตามมา เช่น เม็ดอาหาร เสียงไฟ หรือบางครั้งหยุดสิ่งรบกวน

หัวใจสำคัญคือ ผลที่ตามมาหลังพฤติกรรม ถ้าผลนั้นทำให้พฤติกรรมเกิดซ้ำมากขึ้น เรียกว่า reinforcement แต่ถ้าทำให้พฤติกรรมลดลง เรียกว่า punishment

ต่างจาก Pavlov/Watson ที่เน้นสิ่งเร้าก่อนพฤติกรรม Skinner เน้นว่า พฤติกรรมถูกควบคุมด้วยผลลัพธ์หลังการกระทำ

Skinner Box คันโยก กดคันโยก พฤติกรรม ได้อาหาร พฤติกรรม → ผลที่ตามมา → โอกาสเกิดพฤติกรรมซ้ำเพิ่มหรือลด
Shaping
การเสริมแรงทีละขั้นเมื่อพฤติกรรมเข้าใกล้เป้าหมาย เช่น ครูชมตั้งแต่เด็กเริ่มเปิดสมุด จนค่อย ๆ ทำงานครบ
Schedule
ตารางการเสริมแรง เช่น ให้ทุกครั้ง ให้เป็นช่วงเวลา หรือให้เป็นครั้งคราว พฤติกรรมจะคงทนต่างกัน
Extinction
ถ้าพฤติกรรมไม่ได้รับผลที่เคยได้รับอีก พฤติกรรมนั้นอาจค่อย ๆ ลดลง เช่น เลิกสนใจพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจที่ไม่เหมาะสม

ตารางสรุป 4 แบบที่ต้องแยกให้ออก

แนวคิด ทำอะไรกับสิ่งเร้า ผลต่อพฤติกรรม
การเสริมแรงทางบวก เพิ่มสิ่งที่ชอบเข้าไป พฤติกรรมดีเกิดบ่อยขึ้น
การเสริมแรงทางลบ เอาสิ่งที่ไม่ชอบออกไป พฤติกรรมดีเกิดบ่อยขึ้น
การลงโทษทางบวก เพิ่มสิ่งที่ไม่ชอบเข้าไป พฤติกรรมไม่ดีลดลง
การลงโทษทางลบ เอาสิ่งที่ชอบออกไป พฤติกรรมไม่ดีลดลง

ตัวอย่างจากชีวิตจริง

การเสริมแรงทางบวก
  • นักเรียนส่งการบ้านตรงเวลา ครูชมเชย
  • ครูให้รางวัลผู้ตอบคำถามถูกเป็นคนแรก
  • ผู้เรียนได้รับคำชม จึงทำการบ้านตรงเวลาสม่ำเสมอ
การเสริมแรงทางลบ
  • นักเรียนมาเรียนตรงเวลา ครูจึงเลิกบ่น
  • ลูกทำการบ้านตรงเวลา แม่จึงไม่ด่าอีก
  • ทำงานบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการฟังแม่บ่น
การลงโทษทางบวก
  • นักเรียนพูดคำหยาบ ครูสั่งคัดคำ 100 คำ
  • เด็กโกหก จึงถูกเพิ่มงานบ้าน
  • ไม่ส่งการบ้าน จึงถูกสั่งคัดไทยเพิ่ม
การลงโทษทางลบ
  • กลับบ้านช้า จึงถูกยึดมือถือ
  • ร้องอาละวาด จึงถูกตัดความสนใจ
  • เล่นโทรศัพท์ในคาบ จึงถูกยึดจนหมดชั่วโมง

Freud: จิตไร้สำนึกและโครงสร้างบุคลิกภาพ

ฟรอยด์เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์จำนวนมากถูกกำหนดโดยจิตไร้สำนึก
เขาอธิบายว่าจิตใจมีทั้งจิตสำนึก จิตก่อนสำนึก และจิตไร้สำนึก โดยส่วนที่อยู่ใต้น้ำและมีอิทธิพลมากคือจิตไร้สำนึก ซึ่งสะท้อนออกมาได้ผ่านความฝันหรือการพลั้งปาก
จำภาพภูเขาน้ำแข็งของ Freud
แนวคิดนี้ใช้จำว่า “สิ่งที่เรารู้ตัว” เป็นเพียงส่วนน้อยของจิตใจ ส่วนแรงขับ ความกลัว ความต้องการ และความทรงจำที่ถูกกดไว้จำนวนมากอยู่ใต้น้ำและอาจส่งผลต่อพฤติกรรม
Freud: Iceberg Model of Mind ระดับน้ำ Conscious จิตสำนึก: รู้ตัวตอนนี้ Preconscious จิตก่อนสำนึก: ดึงขึ้นมาจำได้ Unconscious จิตไร้สำนึก: แรงขับ ความกลัว ความทรงจำที่ถูกกดไว้ สิ่งที่รู้ตัว ความคิด คำพูด การตัดสินใจ พร้อมนึกได้ ความจำ ความรู้ ประสบการณ์ แรงผลักลึก ความต้องการ ความขัดแย้ง อาจแสดงผ่านฝัน/พลั้งปาก ข้อสอบชอบถาม: ส่วนที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดคือ “Unconscious / จิตไร้สำนึก”

จิต 3 ระดับของ Freud

ระดับจิต ความหมาย ตัวอย่างจำง่าย จุดออกสอบ
จิตสำนึก
Conscious
สิ่งที่บุคคลรู้ตัวในขณะนั้น รับรู้ คิด ตัดสินใจ และควบคุมได้ในระดับหนึ่ง กำลังฟังครู กำลังอ่านหนังสือ กำลังตอบคำถาม อยู่ “เหนือผิวน้ำ” เห็นชัดที่สุด แต่มีขนาดเล็กที่สุด
จิตก่อนสำนึก
Preconscious
ข้อมูลที่ไม่ได้อยู่ในความคิดทันที แต่สามารถดึงขึ้นมารู้ตัวได้เมื่อถูกถามหรือถูกกระตุ้น ชื่อโรงเรียนเก่า เบอร์โทรศัพท์ ความทรงจำวัยเด็กบางเรื่อง เป็นสะพานระหว่าง conscious กับ unconscious
จิตไร้สำนึก
Unconscious
แรงขับ ความกลัว ความขัดแย้ง ความทรงจำเจ็บปวด หรือความต้องการที่ถูกกดไว้โดยไม่รู้ตัว ฝันซ้ำ พลั้งปาก กลัวบางสิ่งโดยไม่รู้เหตุผล ปฏิกิริยาทางอารมณ์รุนแรง ส่วนใหญ่ที่สุดของภูเขาน้ำแข็ง และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมาก
Id
ตนเบื้องต้น อยู่ในจิตไร้สำนึก มุ่งหาความพึงพอใจทันที ไม่คำนึงถึงเหตุผลหรือความเหมาะสม
Ego
ตนปัจจุบัน ใช้หลักเหตุผลและความเป็นจริง เป็นส่วนของความคิดและสติปัญญา
Superego
ตนในคุณธรรม ควบคุมความถูกผิด มโนธรรม จริยธรรม และการยับยั้งชั่งใจ
จำโครงสร้างบุคลิกภาพ: Id อยากได้, Ego คุมจริง, Superego คุมถูกผิด
Id = Pleasure Principle
ยึดความพึงพอใจทันที เช่น อยากได้ อยากกิน อยากเอาชนะ ไม่สนกฎเกณฑ์
Ego = Reality Principle
ประนีประนอมระหว่าง Id กับโลกจริง คิดเหตุผล เลือกวิธีที่เหมาะสม
Superego = Morality Principle
มโนธรรม คุณธรรม ความถูกผิด อุดมคติ และความรู้สึกผิดเมื่อทำไม่เหมาะสม

กลไกป้องกันตนเอง (Defense Mechanisms) ที่ควรรู้

เมื่อ Ego ต้องรับแรงกดดันจาก Id, Superego และความจริงภายนอก มนุษย์อาจใช้กลไกป้องกันตนเองโดยไม่รู้ตัว เพื่อลดความวิตกกังวลหรือปกป้องความรู้สึกของตนเอง
กลไก ความหมาย ตัวอย่างในโรงเรียน
Repression
การเก็บกด
ผลักความทรงจำหรือความรู้สึกที่เจ็บปวดลงสู่จิตไร้สำนึกนักเรียนจำเหตุการณ์ที่ตนถูกล้อรุนแรงไม่ได้ แต่กลัวการนำเสนอหน้าห้องมาก
Denial
การปฏิเสธความจริง
ไม่ยอมรับความจริงที่ทำให้ตนเจ็บปวดสอบตกหลายครั้งแต่ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร
Projection
การโยนความรู้สึกให้ผู้อื่น
นำความคิดหรือความรู้สึกของตนไปกล่าวว่าเป็นของคนอื่นตนเองไม่ชอบเพื่อน แต่พูดว่าเพื่อนไม่ชอบตนก่อน
Rationalization
การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง
สร้างเหตุผลที่ฟังดูดีเพื่อปกปิดเหตุผลจริงไม่อ่านหนังสือแล้วบอกว่าสอบยากเกินไป ใครก็ทำไม่ได้
Displacement
การย้ายที่ระบายอารมณ์
ระบายอารมณ์กับเป้าหมายที่ปลอดภัยกว่าถูกตำหนิจากครู แล้วไปหงุดหงิดใส่เพื่อนแทน
Sublimation
การแปรแรงขับเป็นสิ่งสร้างสรรค์
เปลี่ยนแรงกดดันหรือแรงขับให้เป็นกิจกรรมที่สังคมยอมรับเด็กมีพลังมาก ครูชวนไปเล่นกีฬา ทำกิจกรรม หรือเป็นผู้นำกลุ่ม
โยงสู่การเป็นครู: อย่ารีบตัดสินเด็กจากพฤติกรรมที่เห็นทันที
ถ้าใช้มุมมอง Freud ในห้องเรียน ครูจะเข้าใจว่าพฤติกรรมบางอย่างอาจมีแรงกดดันหรือความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ เช่น ความกลัว ความอาย ความไม่มั่นใจ หรือประสบการณ์เดิม ครูจึงควรสังเกต พูดคุยอย่างปลอดภัย ใช้ข้อมูลรอบด้าน และส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น

พัฒนาการทางบุคลิกภาพของฟรอยด์ 5 ขั้น

หลักจำ: ถ้าขั้นใดพัฒนาไม่ราบรื่น อาจเกิดการติดตรึง (fixation) และสะท้อนเป็นบุคลิกภาพภายหลัง
ในทฤษฎีฟรอยด์ เด็กแต่ละช่วงวัยมีจุดพึงพอใจและงานพัฒนาการต่างกัน หากถูกขัดขวาง เข้มงวดเกินไป ปล่อยปละเกินไป หรือได้รับการตอบสนองไม่สมดุล เด็กอาจติดตรึงอยู่กับความขัดแย้งของขั้นนั้น ข้อสอบมักถามว่า “สะดุดที่ขั้นใด แล้วโตมาเป็นลักษณะใด”
ขั้นพัฒนาการ งานพัฒนาการ / จุดพึงพอใจ ถ้าถูกขัดหรือพัฒนาไม่ราบรื่น บุคลิกภาพที่ฟรอยด์มักอธิบาย
ขั้นปาก
Oral Stage
0-18 เดือน
ความพึงพอใจอยู่ที่ปาก เช่น ดูดนม ดูดนิ้ว กัด เคี้ยว ได้รับอาหารและความอบอุ่นจากผู้เลี้ยงดู ถูกหย่านมเร็วเกินไป ถูกละเลย หรือได้รับการตอบสนองมากเกินไปจนพึ่งพาความสบายจากปาก พึ่งพาผู้อื่นมาก ต้องการการดูแล กินจุบจิบ สูบบุหรี่ กัดเล็บ พูดเสียดสี หรือใช้คำพูดรุนแรง
ขั้นทวารหนัก
Anal Stage
18 เดือน - 3 ปี
ความพึงพอใจเกี่ยวกับการขับถ่าย การฝึกควบคุมร่างกาย ระเบียบ และการทำตามกฎ การฝึกขับถ่ายเข้มงวด ลงโทษ อับอาย หรือปล่อยปละจนเด็กไม่เกิดการควบคุมตนเอง เข้มงวดเกินไป: เจ้าระเบียบ ย้ำคิดย้ำทำ ดื้อ หวงของ ควบคุมมาก
ปล่อยปละเกินไป: ไม่เป็นระเบียบ ต่อต้านกฎ ใจร้อน ควบคุมตนเองยาก
ขั้นอวัยวะเพศ
Phallic Stage
3-5 ปี
เด็กเริ่มสนใจความแตกต่างทางเพศ เอกลักษณ์ทางเพศ และความสัมพันธ์กับพ่อแม่ มีแนวคิด Oedipus/Electra complex ความขัดแย้งกับพ่อแม่เพศเดียวกันหรือความรู้สึกผิดเกี่ยวกับเพศไม่ได้คลี่คลาย เด็กระบุตัวตนกับแบบอย่างไม่มั่นคง ขาดความมั่นใจเรื่องบทบาททางเพศ แสวงหาการยอมรับมากเกินไป ชอบโอ้อวด เจ้าชู้ แข่งขันสูง หรือรู้สึกผิด/กังวลกับเรื่องเพศ
ขั้นแฝง
Latency Stage
6-12 ปี
แรงขับทางเพศสงบลง เด็กใช้พลังไปกับการเรียน เพื่อน กิจกรรม กฎระเบียบ และทักษะทางสังคม ขาดโอกาสสร้างมิตรภาพ ขาดความสำเร็จในงานเรียนหรือกิจกรรม ถูกกีดกันจากกลุ่มเพื่อน เข้าสังคมยาก ไม่มั่นใจในความสามารถ ขาดวินัย หลีกเลี่ยงการแข่งขัน หรือรู้สึกด้อยเมื่ออยู่กับเพื่อน
ขั้นสนใจเพศตรงข้าม
Genital Stage
12 ปีขึ้นไป
พัฒนาเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ เรียนรู้ความรัก ความสัมพันธ์ ความรับผิดชอบ และการใช้พลังทางเพศอย่างเหมาะสม ขั้นก่อนหน้ายังติดตรึงมาก หรือไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลกับผู้อื่นได้ มีปัญหาความสัมพันธ์ ใกล้ชิดผู้อื่นยาก รับผิดชอบต่อความรักไม่มั่นคง หรือเอาตนเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไป
หมายเหตุสำหรับครู
ตารางนี้เป็นการจำตามทฤษฎีฟรอยด์เพื่อทำข้อสอบและเข้าใจแนวคิดประวัติศาสตร์ทางจิตวิทยา ไม่ควรใช้วินิจฉัยหรือตีตราเด็กจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว หากพบปัญหาจริงควรใช้ข้อมูลรอบด้านและส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น
จำง่ายมาก: Skinner = ปรับพฤติกรรม และ Freud = อธิบายพฤติกรรมจากจิตและบุคลิกภาพ
Lesson complete

จบบทเรียนนี้แล้ว

Skinner การเสริมแรง การลงโทษ และ Freud เรื่องบุคลิกภาพ

ยังไม่มั่นใจหัวข้อไหน ย้อนอ่านได้จากสารบัญ หรือเข้าเรียนในห้องเรียนเพื่อบันทึกความคืบหน้าของคุณ